ประเด็นร้อน

ไซด์ไลน์-รับอั่งเปา-หนีงาน ถึงเวลาปรับทัศนคติตำรวจ

โดย ACT โพสเมื่อ Feb 21,2018

 - - สำนักข่าวไทยโพสต์ - -

 

ภาพลักษณ์องค์กรตำรวจในสายตาประชาชนยังคงติดลบอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าจะกระเตื้องขึ้น แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพยายามลุกขึ้นมาปฏิรูปตัวเอง เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้สังคมที่กำลังเรียกร้องการปฏิรูปตำรวจเข้ามาเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร แต่ดูเหมือนว่าทัศนคติแบบเดิมๆ ของตำรวจเองนี่แหละที่สร้างปัญหา เป็นตัวถ่วงที่ทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจในสายตาประ ชาชนไม่มีการพัฒนา มิหนำซ้ำยังคงจมปลักอยู่กับที่ จนสังคมเริ่มมีกระแสเสียงเร้าให้รีบเร่งปฏิรูปตำรวจอย่างจริง จังเสียที

 

ตั้งแต่ประเด็นที่พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง  อดีต ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการยืมเงินนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของสถานอาบอบนวดวิคตอเรีย ซีเครท ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ จำนวน 300 ล้านบาท ตอนหนึ่งบอกว่า "กรณีที่ผมไปยืมเงินคุณกำพล 4 ครั้ง จำนวน 300 ล้านบาทนั้น ก็มีคนสงสัยว่าจะเอามาทำอะไร ต้องเรียนแบบนี้ไว้ก่อนว่า ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจรู้เรื่องดี โดยเฉพาะเรื่องหุ้น ผมนิยมมาก ผมมีรายได้ ผลกำไรจากการเล่นหุ้น และก็เสียหายเพราะการเล่นหุ้นเช่นกัน ดังนั้น ช่วงที่หมุนเงินไม่ทันก็ไปยืมเงินคุณกำพล"

 

วลี "ตำรวจไซด์ไลน์" ถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ ไปตีความในมุมลบ โดยเฉพาะระดับอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของตำรวจ 2 แสนนาย พูดออกมาเอง และมีทัศนคติในการทำงานอาชีพตำรวจเป็นเพียงแค่งานเสริม งานไซด์ไลน์ สังคมยิ่งมองภาพตำรวจติดลบเพิ่มขึ้น แม้ต่อมาพลตำรวจเอกสมยศจะออกมาส่งข้อความทางแอปพลิเคชันไลน์ถึงข้าราชการตำรวจ ชี้แจงถึงกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าอาชีพตำรวจถือเป็นไซด์ไลน์ แค่ให้สื่อสารเข้าใจง่ายเท่านั้น แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทำให้ข้อครหาลดน้อยลง ขนาดพลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ยังออกมาตำหนิทัศนคติตำรวจไซด์ไลน์แบบรุนแรง ถึงขนาดประกาศหากผมเป็นผู้มีอำนาจคงเสนอถอดยศไปแล้ว

 

ตอกย้ำด้วยคลิปภาพตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 กว่า 60 นาย ตบเท้าเข้าแถวรับซองอั่งเปาในช่วงวันตรุษจีน แม้พลตำรวจโทชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จะออกมาแก้ต่างแก้ตัวในทำนองเป็นการให้ซองตามธรรมเนียมวันตรุษจีนของร้อยตำรวจตรีมานัส เติมธนะศักดิ์ รองสารวัตร (สืบสวน) กองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 สำนักงานตำรวจสันติบาล ลักษณะพี่ให้น้อง ภายในซองแดงมีผ้ายันต์และเงินสดประมาณ 500 บาท ตามกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ข้าราชการมีสิทธิรับของขวัญหรือเงินสดได้ไม่เกิน 3,000 บาท

 

กระนั้นสังคมก็ตั้งคำถาม ตั้งข้อครหา ตั้งปมสงสัยวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เพราะสำนักงานตำรวจ แห่งชาติออกคำสั่งห้ามข้าราชการตำรวจเรียกรับผลประโยชน์ในเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะตรุษจีน ห้ามข้าราชการตำรวจตระเวนไปรับซองตามบริษัท ห้างร้านต่างๆ เพราะดูไม่เหมาะสม ถึงจะไม่มีความผิดทางอาญาตามตัวบทกฎหมาย แต่ในทางวินัยพลตำรวจโทชาญเทพก็ยังคงยืนยันว่าน่าจะเข้าข่ายที่ต้องลงโทษตามกฎ ตามระเบียบข้อบังคับ

 

ยิ่งบานปลายตอกลิ่มความล้มเหลวขององค์กรตำรวจเข้าไปอีก เมื่อมีการขยายความไปถึงร้อยตำรวจตรีมานัสผู้ที่แจกอั่งเปาให้กับรุ่นน้องตำรวจ จนพลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหนังสือไปถึงผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ให้สอบสวนข้อเท็จจริงข้าราชการตำรวจประพฤติตัวไม่สมควร หลังพบร้อยตำรวจตรีมานัส ซึ่งปัจจุบันไปปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจอารักขาพลตำรวจเอกไพศาล เชื้อรอด มีหลักฐานตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ได้ละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่เดินทางเข้า-ออกนอกราชอาณาจักรจำนวน 96 ครั้ง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาอันเป็นการประพฤติตนไม่สมควร

 

แม้ต่อมาพลตำรวจตรีนพดล ศรสำราญ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 1 จะลงนามคำสั่งพักราชการร้อยตำรวจตรีมานัส และตั้งกรรมการสอบสวนกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในเรื่องละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อใน คราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เพื่อรอฟังผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไป

 

ทว่าการพักราชการร้อยตำรวจตรีมานัสดังกล่าว สังคมยังคงมองแค่เพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเท่านั้น เพราะนอกจากตำรวจที่ละทิ้งราชการถูกลงโทษ ถูกดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยหรือ ตามข้อมูลที่พลตำรวจเอกศรีวราห์นำมาเปิดเผย ร้อยตำรวจตรีมานัสละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ราชการตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 นับเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปีเต็มๆ ผู้บังคับบัญชาไม่รู้เรื่อง ไม่เคยสอบถาม ไม่เคยตรวจสอบลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาขาดงาน ไม่มาทำงานเลยหรืออย่างไร

 

เราเห็นว่าปัญหาองค์กรตำรวจจากทั้ง 2-3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มาจากทัศนคติแบบเดิมๆ ของตำรวจ ที่ยังไม่ได้ตระหนักถึงเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือนมาจากภาษีประชาชน เพราะมีวิธี มีช่องทางในการหาเงินในทางอื่นที่ได้มากกว่า จึงหลงลืมการทุ่มเททำงานตามหน้าที่ตำรวจ ในการดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน ดังนั้น น่าจะถึงเวลาที่ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องทุกระดับชั้น ต้องปรับทัศนคติตำรวจใหม่อย่างจริงๆ จังๆ เสียที

 

 
 

 

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

#ACTองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

 

Follow LINE: http://bit.ly/2luX9Dt
Follow Facebook: http://bit.ly/2z1Dxvw